6/05/2008
>> สาระน่ารู้เกี่ยวกับโปรพอลิส
Bee Pollen แตกต่างจาก Bee Propolis อย่างไร      
      
ทั้ง Bee Pollen และ Bee Propolis ต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งนำเข้ารังจากวัตถุดิบภายนอก ซึ่งได้แก่ น้ำผึ้ง (honey) เกสรผึ้ง (bee pollen) และ โปรโปลิส (
propolis)

Bee Pollen
ได้จากเกสรตัวผู้ของดอกไม้นานาชนิดที่ผึ้งเป็นผู้เก็บรวบรวมโดยทำเป็นก้อนเล็กๆ ติดมากับขา แล้วนำไปเก็บไว้ในรังเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงตัวอ่อน มนุษย์นำมาใช้เป็นอาหารเสริม อุดมด้วย Multinutrients โดยเฉพาะ Amino Acid, Enzyme และวิตามินต่างๆ ในปริมาณสูง ช่วยบำรุงร่างกาย ผิวพรรณ เส้นผม และเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น


ส่วน Bee Propolis คือ สารเหนียวคล้ายยางไม้มีสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ ซึ่งผึ้งงานเก็บรวบรวมจากตาหรือเปลือกของต้นไม้ ผึ้งใช้โปรโปลิสอุดหน้าทางเข้ารังผึ้งลดขนาดรูเปิดรังให้มีขนาดพอดีเพื่อสะดวกในการดูแลป้องกันรังผึ้งจากศัตรูของผึ้งและใช้ในกิจกรรมภายในรังผึ้ง เช่น อุดรอยแตกภายในรังเคลือบรวงรังให้แข็งแรง เป็นต้น มนุษย์นำมาใช้ในทางการแพทย์นำมาสกัดสารที่ต่อต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เป็นส่วนประกอบในการทำยารักษาโรคมนุษย์และสัตว์ ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ใช้ผสมเป็นยารักษาโรคทางหู คอ จมูก รักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น ส่วนผสมและสารสำคัญในโปรพอลิส 
      
ด้วยสรรพคุณที่น่ามหัศจรรย์ของโปรพอลิสทำให้มีการวิเคราะห์หาส่วนผสมและสารสำคัญในโปรพอลิส ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ปรากฎว่า โปรพอลิส ประกอบด้วย
§ ส่วนผสมของยางไม้และขี้ผึ้ง ประมาณร้อยละ 50-55
§ ขี้ผึ้งเหลือง ร้อยละ 30
§ น้ำมันหอม ร้อยละ 10-15 และ
§ ละอองเกสร ร้อยละ 5        
       จากส่วนผสมดังกล่าว เมื่อพิจารณาในด้านสารประกอบทางเคมี จะพบสารสำคัญที่ทำให้โปรพอลิสมีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะที่ดีที่สุดตามธรรมชาติ คือ สารประกอบฟลาโวนอยด์
(Flavonoid) ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่เป็นที่รู้จักว่ามีคุณสมบัติในการต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidant) ต่อต้านเชื้อแบคมีเรีย, เชื้อไวรัส, เชื้อรา และมีคุณสมบัติยับยั้งการอักเสบ
       นอกจากนี้ยังพบสารอาหารอื่น ๆ อีกกว่า 22 ชนิด อันได้แก่ กรดอมิโน, คาร์โบไฮเดรต, วิตามินต่าง ๆ, เกลือแร่ เอนไซม์ และสารต้นต่อฮาร์โมนจากธรรมชาติ ฯลฯ        
 สรรพคุณของโปรพอลิสทางการแพทย์
     โปรพอลิสให้ผลทางการแพทย์ใน 2 ลักษณะ คือ กระตุ้นระบบภูมิต้านทานในร่างกาย ซึ่งเป็นระบบอันเป็นกลไกธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ ลักษณะที่สองคือออกฤทธิ์ฆ่าหรือทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย อาทิ เชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา ตลอดจนเชื้อไวรัสต่าง ๆ อ่อนกำลังหรือไม่สามารถทำอันตรายมนุษย์ได้  
§ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน สารประกอบฟลาโวนอยด์ในโปรพอลิสมีผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเซลส์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า ฟาโกไซด์ (Phagocyte) ให้มีความสามารถและประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมทั้งป้องกันการสึกหรอเสื่อมโทรมและชำรุดเสียหายของเซลส์ ตลอดจนสามารถพัฒนาการดูดซึมอาหารที่มีประโยชน์บางชนิดได้ดีขึ้น จึงเป็นผลดีสำหรับแผลที่อยู่ระหว่างติดเชื้อ ทำให้มีการติดเชื้อลดลง รวมทั้งยังเป็นการป้องกันก่อนการติดเชื้ออีกด้วย
§ มีฤทธิ์กำจัดการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา โปรพอลิสไม่เพียงช่วยป้องกันการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังมีฤทธิ์ฆ่าหรือทำให้เชื้อโรคที่ผ่านเข้าสู่ร่างกายไม่สามารถทำงานได้ ได้มีการทดลองพบว่าโปรพอลิสมีประสิทธิภาพต่อการหยุดยั้งการเจริญเติบโตหรือการทวีปริมาณของเชื้อวัณโรค และป้องกันไม่ให้มันแพร่พันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีฤทธิ์ต่อต้านและทำลายแบคทีเรียได้หลายชนิด รวมทั้งชนิดที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอ (สเตร็ปโตค็อคคัสพรอพอลิสมีประสิทธิภาพเป็นยาปฏิชีวนะเหนือกว่าเตทราไซคลีน (Tetracyclin) เพนนิซิลิน (Penicilin) และสเตร็ปโตมัยซิน (Streptomycin) ยาปฏิชีวนะทั้งสามชนิดนี้เป็นผลิตผลจากจุลินทรีย์ ในขณะที่ฟลาโวนอยด์ในโปรพอลิสเป็นผลิตผลจากต้นไม้   ซึ่งร่ายกายมนุษย์มีการตอบสนองต่อการบำบัดด้วยโปรพอลิสได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะ ซึ่งมักก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย
§ เสริมฤทธิ์ยาปฏิชีวนะ นอกจากมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะโดยตัวมันเองแล้ว โปรพอลิสยังช่วยเสริมประสิทธิภาพยาปฏิชีวนะอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพ 10-100 เท่าของประสิทธิภาพเดิม นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะชนิดที่เป็นขี้ผึ้ง หรือน้ำมันสมานแผลได้เป็นอย่างดี
§ เป็นสารต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น  สารประกอบฟลาโวนอยด์ในโปรพอลิสมีคุณค่าสูงในการบำรุงรักษาหลอดโลหิตฝอยให้อยู่ในสภาพทีดี นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นเสริมประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซี ด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาออกไซด์ เสริมประสิทธิภาพการทำงานในหลอดโลหิต ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเป็นสาเหตุให้ร่างกายเสื่อมโทรม แก่เร็ว เพราะกลุ่มอณุมูลอิสระในเซลส์จะถูกยึดไว้ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ฟลาโวนอยด์ยังมีขีดความสามารถห่อหุ้มโลหะที่มีน้ำหนักอย่างตะกั่ว ปรอท และแคดเมี่ยม เพื่อป้องกันไม่ให้โลหะเหล่านี้ทำอันตรายแก่ร่างกายได้ รวมทั้งขับสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อันเกิดจากการผลิตของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดด้วย
§ ออกฤทธิ์ยับยั้งการผลิตพรอสตาแกลนดินส์ เมื่อร่างกายมีการติดเชื้อหรือมีบาดแผล ร่ายกายจะขับพรอสตาแกลนดินส์ (Prostagrandins) ออกจากต่อม ทำให้เกิดความเจ็บปวดบาดแผล แผลอักเสบ และเป็นไข้ตัวร้อน สารประกอบฟลาโวนอยด์ในโปรพอลิสมีฤทธิ์สกัดการผลิตพรอสตาแกลนดิสก์ในร่างกาย จึงช่วยบรรเทาอาการปวดในลักษณะคล้ายแอสไพริน แต่เป็นสารจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารชีวเคมีสังเคราะห์ จึงไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
§ ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮิสตามิน หากร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้ามา อันเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ ฮิสตามิน (Histamine) จะถูกขับออกจาก มาสต์เซลส์ (Mastcells) ทำให้เกิดอาการแพ้ ปวดบวม เป็นผื่นแดง หรือคันตามผิวหนัง อาการดังกล่าวจะลดลงถ้ามีสารบางอย่างมาสกัดกั้นการขับฮิสตามิน (แอนติฮิสตามิน : Anti-Histamine) ซึ่งพบว่าสารประกอบฟลาโวนอยด์ในพรอพอลิสมีฤทธิ์ยังยั้งการขับสารฮิสตามินของมาสต์เซลส์ได้ดี

สนใจสมัครเป็นสมาชิก และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์โปรพลิส 
โปรดกรอกรายละเอียดเพื่อติดต่อกลับ

tags : สาระน่ารู้   Bee   Pollen   Bee   Propolis   Flavonoid   Antioxidant  
posted by prbnetwork : 2008-05-06 23:27:26
username :
password :
 

ชื่อ
รายละเอียด